สธ.กระชับพื้นที่ ห้ามสูบบุหรี่ ผิดจับปรับทันที

July 11th, 2010

กระทรวงสาธารณสุข ประกาศเขตห้ามสูบบุหรี่ 100% ในสถานศึกษา ธนาคาร ศาสนสถาน โรงพยาบาลฝ่าฝืนประสานตำรวจจับปรับทันที 2,000 บาท เริ่มวันนี้(28 มิ.ย.)เป็นแรก…..

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วยดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รมช.สาธารณสุขนพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมอบนโยบายกระทรวงสาธารณสุขเป็นเขตปลอดบุหรี่ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 19 พ.ศ. 2553 เรื่อง การกำหนดสถานที่สาธารณะและที่ทำงานเป็นเขตปลอดบุหรี่ซึ่งมีผล บังคับใช้ในวันที่ 28 มิ.ย.เป็นวันแรก ว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 19 มีผลบังคับใช้มีเจตนารมย์สำคัญคือเพื่อคุ้มครองสุขภาพคนไม่สูบบุหรี่จากควัน บุหรี่มือสองทั้งในสถานที่สาธารณะ สถานที่ทำงานหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนก็ตาม ปัจจุบันมีคนไทยสูบบุหรี่ประมาณ 13 ล้านคนคิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของคนไทยทั้งประเทศ หมายความว่าประกาศฉบับนี้จะช่วยคุ้มครองสุขภาพประชาชนอย่างน้อย 4 ใน 5 ของประเทศ โดยสาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ ได้กำหนดพื้นที่ไว้ 3 ประเภท ประเภทที่ 1 คือห้ามสูบบุหรี่ ทั้งในและนอกอาคารคือปลอดบุหรี่ 100 เปอร์เซ็นต์ ประกอบด้วย สถานศึกษา โรงพยาบาล/สถานพยาบาล ศาสนสถาน สนามกีฬา ธนาคาร/สถาบันการเงิน พื้นที่ประเภทที่ 2 คือห้ามสูบเฉพาะในอาคาร แต่สูบในพื้นที่นอกอาคารได้เฉพาะพื้นที่ที่จัดให้ เช่น สถานที่ราชการ ปั้มน้ำมัน ปั้มแก๊สมหาวิทยาลัย สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาขึ้นไป ประเภทที่ 3อนุญาตสูบในอาคารได้เฉพาะพื้นที่จัดให้ซึ่งปัจจุบันมีแห่งเดียวคือสนามบิน สุวรรณภูมิในพื้นที่ให้บริการระหว่างประเทศเท่านั้น

รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า เจ้าของสถานที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย คือ1.ต้องติดเครื่องหมายเขตปลอดบุหรี่ทางเข้าและภายในสถานที่นั้นที่เห็นได้ ชัดเจน 2.จะต้องไม่จัดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับการสูบบุหรี่ไว้3.การจัดเขตปลอด บุหรี่นอกอาคารจะต้องไม่อยู่บริเวณทางเข้า-ออกโดยอยู่ในพื้นที่ลับตาและไม่ รบกวนผู้อื่นตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 19 นี้ หากใครพบเห็นการกระทำผิด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ซึ่งออนไลน์ทั่วประเทศ และที่หมายเลข 1555 ของกทม.และว่า ตามประกาศฯฉบับนี้ ผู้ที่สูบบุหรี่ในพื้นที่ห้ามสูบ มีโทษปรับไม่เกิน2,000 บาทขณะเดียวกันเจ้าของสถานที่ที่ไม่ติดสัญลักษณ์เขตปลอดหรือเขตสูบบุหรี่มี โทษปรับไม่เกิน 2,000 บาทเช่นเดียวกัน สำหรับเจ้าของสถานที่ที่ไม่จัดพื้นที่ปลอดบุหรี่และพื้นที่สูบบุหรี่โทษปรับ ไม่เกิน 20,000 บาทซึ่งจะมีเจ้าพนักงานที่ระบุตามกฎหมายดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป

นายจุรินทร์กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบเป็นนโยบายว่ากระทรวงสาธารณสุข ในฐานะเจ้าของและผู้ออกประกาศฯ ฉบับนี้ควรปฏิบัติเป็นตัวอย่างกับสถานที่อื่นๆทั่วประเทศได้กำหนดแนวทางให้ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่งปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้อย่าง เคร่งครัด โดย 1.โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ เป็นเขตปลอดบุหรี่ 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งในและนอกอาคาร 2.พื้นที่ทุกแห่งที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุขทั้งตัวอาคารและ ห้องทำงานต้องปลอดบุหรี่ 100 เปอร์เซ็นต์3.พื้นที่ทุกแห่งของกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่งจะไม่มีอุปกรณ์อำนวย ความสะดวกสำหรับการสูบบุหรี่และ4.เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต้องดำเนินการติด เครื่องหมายเขตปลอดบุหรี่ตามที่กฎหมายระบุ และดูแลไม่ให้มีการสูบบุหรี่ในพื้นที่ห้ามสูบ

ด้านนพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่าประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 19 มีความแตกต่างจากประกาศกระทรวงฯ ฉบับที่17 พ.ศ. 2549 และฉบับที่ 18 พ.ศ. 2550 โดย 1. ประกาศฉบับใหม่นี้ได้กำหนดเขตปลอดบุหรี่และเขตสูบบุหรี่ให้ชัดเจนขึ้นจาก เดิมอนุญาตให้จัดสถานที่สูบบุหรี่หรือสูบในห้องส่วนตัวในตัวอาคารบางสถานที่ ได้ เช่นที่ทำงานของรัฐ/เอกชน สถานศึกษา ศาสนสถาน โรงพยาบาลสถานที่ออกกำลังกายกลางแจ้งหรือสนามกีฬา เปลี่ยนเป็นเขตปลอดบุหรี่ทั้งหมด2.ในประกาศฯฉบับที่ 17 และ 18 มีสถานที่สาธารณะที่กำหนดเป็นเขตปลอดบุหรี่แต่สามารถจัดให้มีเขตสูบบุหรี่ ได้ จำนวน 13 แห่ง ก็ลดลงเหลือ 4แห่งในประกาศฯฉบับที่ 19 ได้แก่ 1.สถานศึกษาระดับอุดมศึกษา 2.สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ 3.ปั้มน้ำมัน และ4.สนามบินนานาชาติ โดย 3 ที่แรกบังคับในส่วนที่ไม่ใช่อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างต้องปลอดบุหรี่ด้วย แต่อาจจัดให้มีเขตสูบบุหรี่หรือไม่ก็ได้ ส่วนสนามบินนานาชาติสามารถจัดให้มีเขตสูบบุหรี่ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ซึ่งได้มีการประชุมและทำหนังสือชี้แจงผู้ประกอบการทั่วประเทศแล้ว.

อ่านข่าวสารผ่านมือถือ http://m.cannot.info

วัดปลอดบุหรี่ที่เข้าใจไม่ตรงกัน

September 16th, 2009

วัดปลอดบุหรี่ที่เข้าใจไม่ตรงกัน

ในวงสนทนา เมื่อพูดถึงการทำให้ วัดและพระปลอดบุหรี่ หลายต่อหลายคนมักสรุปทันทีทันใด ว่า… จะเป็นการรณรงค์ให้ พระเลิกสูบบุหรี่ ขณะที่ผู้ฟังอีกจำนวนไม่น้อย จะตีความไปว่า ไม่ให้สูบบุหรี่ในวัด

แต่ประเด็นเดียวกันนี้ เมื่อนำไปสนทนากับพระภิกษุสามเณร ก็มักถูกตีความไปว่า จะมาชักชวนให้พระร่วมรณรงค์ ให้ ชาวบ้านเลิกสูบบุหรี่

ข้อเท็จจริงเหล่านี้ อาจเกิดขึ้นเพราะปัญหาในการสื่อสาร–การทำความเข้าใจ หรือจะเป็นเพราะผลของการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ในภาพรวม ที่คนทั่วไปจำได้หมายรู้กันมาโดยตลอด ว่าเป็นการรณรงค์ให้ผู้คน เลิกสูบบุหรี่ ซึ่งก็คงจะต้องศึกษาในรายละเอียดกันต่อไป

แต่สำหรับโครงการเสริมสร้างภูมิชีวิตพิชิตบุหรี่ในเพศบรรพชิต ซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้วัดและพระปลอดบุหรี่มาตลอด ๔ ปีเศษ ปรากฏการณ์ที่กล่าวถึงข้างต้นมีผลกระทบต่อการทำงาน ทั้งในภาคสนาม และการทำงานร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) มาอย่างต่อเนื่อง

เพราะทำให้บุคคลหรือส่วนงานของ สสส. ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ สอบถามทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่เสมอ ว่า ทำให้พระเลิกสูบบุหรี่ได้กี่รูปแล้ว?

ขณะที่ในการทำงานภาคสนามในช่วงต้น พระที่เป็นแกนนำของโครงการจำนวนหนึ่ง ก็พร้อมที่จะบอกเล่าอย่างยืดยาวถึงการไปแสดงธรรม ให้ผู้คนตระหนักถึงโทษภัยของบุหรี่” โดยที่การจัดการให้เกิด “เขตปลอดบุหรี่ในวัด” ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เป้าหมายหนึ่งของโครงการเสริมสร้างภูมิชีวิตฯ กลับคืบหน้าไปอย่างเชื่องช้ากว่าที่ควรจะเป็น…

เดิมที โครงการเสริมสร้างภูมิชีวิตพิชิตบุหรี่ในเพศบรรพชิต เข้ามารับทุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ในลักษณะโครงการนำร่อง เพื่อหารูปแบบและกระบวนการที่เหมาะสมและเป็นไปได้ ในการจัดตั้งวัดปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน โดยโครงการคัดเลือกพื้นที่ดำเนินงานระยะแรก ในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดสกลนคร จังหวัดยโสธร และจังหวัดอ่างทอง จังหวัดละ ๑ อำเภอ คัดเลือกวัดเข้าร่วมโครงการพัฒนาให้เป็น “วัดต้นแบบ” จังหวัดละ ๕ วัด พัฒนาในลักษณะ “วัดขยายผล” อีกจังหวัดละ ๓ วัด รวมจำนวนวัดเข้าร่วมโครงการจังหวัดละ ๘ วัด รวมทั้งสิ้น ๔ จังหวัด จำนวน ๓๒ วัด มีระยะเวลาดำเนินงานทั้งสิ้น ๒ ปี

คำถามที่มีมาถึงโครงการโดยตลอดก็คือ “พระเลิกสูบบุหรี่ได้กี่รูปแล้ว?”

ขณะที่เจ้าหน้าที่โครงการก็พยายามตอบคำถาม(ด้วยความอดทน) ว่า “โครงการกำลังทดลองหารูปแบบและกระบวนการจัดตั้งวัดปลอดบุหรี่ต้นแบบ และแนวทางในการบริหารวัดปลอดบุหรี่ให้ยั่งยืนครับ/ค่ะ..”

ถ้าชาวบ้านข้างวัดถามก็คงไม่คำถามก็คงไม่กระไรนัก แต่ดังกล่าวกลับมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ(ของ สสส.)บางท่าน หรือแม้กระทั่งบางท่านของคณะทำงานประเมินผลภายนอก(ของโครงการระยะแรก)…

จึงไม่น่าแปลกใจที่โครงการเสริมสร้างภูมิชีวิตพิชิตบุหรี่ในเพศบรรพชิต จะถูกลดเวลาในการดำเนินงาน และลดจำนวนงบประมาณในการดำเนินงานของโครงการระยะที่ ๒ (พฤศจิกายน ๒๕๕๑ – ตุลาคม ๒๕๕๒) ทั้งที่เคยได้รับรางวัลระดับชาติ จากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้ เพื่อการควบคุมการบริโภคยาสูบ(ศจย.) ในการดำเนินงานโครงการระยะแรก และหลายฝ่ายก็ให้การยอมรับ ในโมเดลของวัดต้นแบบ และแนวทางการบริหารวัดต้นแบบ ที่โครงการเสริมสร้างภูมิชีวิตสรุปผลจากการดำเนินงานตลอด ๒ ปี

มิหนำซ้ำ กระบวนการจัดตั้งวัดต้นแบบและแนวทางการบริหารดังกล่าว ก็ไม่อาจนำมาใช้ได้อย่างสมบูรณ์ ในโครงการระยะที่ ๒ เนื่องจากข้อจำกัดของเวลาและงบประมาณที่ได้รับ ขณะที่โครงการระยะที่ ๒ ต้องเพิ่มจำนวนของวัดเข้าร่วมโครงการ(ตามข้อเสนอของ สสส.) ขึ้นเป็น ๒๐๐ วัด(การเพิ่มแบบตัวคูณ?)

ลดงบประมาณ ลดเวลา แต่เพิ่มปริมาณงาน เพิ่มพื้นที่การทำงานให้กว้างขึ้น…

ถึงอย่างนั้นก็ตาม คนที่ทำงานนี้ก็ยังก้มหน้าก้มตาทำกันไป โดยที่คำถามอมตะก็ยังตามมาหลอกหลอนคนทำงานในโครงการอยู่เป็นระยะ ว่า “มีพระเลิกสูบบุหรี่โดยการดำเนินงานของโครงการนี้กี่รูปแล้ว?”

เมื่ออธิบายดังที่ปรากฏข้างต้น ก็ถูกย้อนกลับมาว่า “ก็ชื่อโครงการบอกว่า พิชิตบุหรี่ในเพศบรรพชิต นี่นา”

บางคนจึงต้องอธิบายเพิ่มเติมต่อมาว่า คำว่า “ภูมิ” นั้น แง่หนึ่งหมายถึง “พื้นที่” ชื่อโครงการนี้หมายถึง “การขยายพื้นที่ของชีวิตเพื่อพิชิตบุหรี่ในเพศบรรพชิต” ซึ่งเบื้องต้น คือการทำให้พื้นที่ของวัดเป็นเขตปลอดบุหรี่ และขยายพื้นที่ เพิ่มปริมาณเนื้อที่ เพื่อจำกัดพื้นที่สูบบุหรี่ และขยายผลสู่การ “พิชิตบุหรี่ในเพศบรรพชิต” เป็นลำดับต่อไปนั่นเอง

เรื่องราวที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น จะว่าไปแล้ว ก็เป็นเรื่องของความรู้ความเข้าใจ เป็นเรื่องของการปรับ “ทิฏฐิ” คือความคิดความเห็นให้ถูกตรง ให้อยู่ในร่องในรอยเดียวกัน

แต่ถ้าจะว่ากันในรายละเอียด ก็คงจะต้องไล่เรียงกันยืดยาว ว่ามีเหตุ มีปัจจัยอย่างไร กระบวนการปรับปรุง หรือการทำให้เกิดขึ้นซึ่ง “สัมมาทิฏฐิ” ว่าด้วย “วัดปลอดบุหรี่” จึงได้เกิดขึ้นกับผู้คนนอกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างลำบากยากเย็นนัก จะเป็นเพราะคนชี้แจงพูดหรือเขียนไม่ครบถ้วนกระบวนความ อธิบายเข้าใจยาก หรือเป็นเพราะรับสาร-คนฟัง ไม่ยอมฟัง ไม่ตั้งใจฟัง ไม่สนใจฟัง หรือประกอบกันทั้ง ๒ ส่วน ก็ยากที่จะยืนยัน

เพราะถ้าประเด็นดังกล่าวนี้ได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไปได้ การทำให้วัดและพระปลอดบุหรี่ก็น่าจะคืบหน้าไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่

และโดยนัยเดียวกัน การมีท่าทีที่พร้อมจะรับฟัง แล้วเปิดใจกว้างเพื่อพิจารณาโดยแยบคาย ก็น่าจะเป็นทางออกหนึ่ง ซึ่งช่วยให้เกิดบรรยากาศของความร่วมไม้ร่วมมือที่ดี ที่จะช่วยให้สังคมไทยไร้ควันบุหรี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะ ในบรรดากลุ่มเป้าหมาย ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต เมื่อร่วมโครงการไปสักระยะ ก็จะเข้าใจประเด็นเช่นนี้ได้อย่างแจ่มชัด และสามารถพัฒนาคุณภาพของงานร่วมกันได้ด้วยดี

ในแวดวงของคนทำงานโครงการนี้ จึงพูดกันเสมอว่า การทำงานให้วัดเป็นเขตปลอดบุหรี่นั้นไม่ใช่เรื่องยาก ถ้ามีเวลา มีงบประมาณ มีคนทำงาน และมีการบริหารจัดการที่ดี การทำให้ทุกวัด หรืออย่างน้อยการทำให้วัดส่วนใหญ่ปลอดบุหรี่ของประเทศไทย ก็อยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้

แต่เบื้องต้น คงต้องเริ่มกันตรงที่…จะทำอย่างไร จึงจะทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง “เปิดใจให้กว้างอย่างปราศจากอคติ” แล้วรับฟังพวกเราบ้าง ว่าคนในโครงการเสริมสร้างภูมิชีวิตพิชิตบุหรี่ในเพศบรรพชิต กำลังทำอะไร และพวกเราอยากจะทำอะไร โดยวิธีการใด เพื่อให้วัดและพระปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน

สถานที่สูบบุหรี่

September 16th, 2009

วันนี้(๑๕ กันยายน ๒๕๕๒)มีโอกาสแวะเยี่ยมวัดต้นแบบที่อ่างทอง
พื้นที่หนึ่งของโครงการวัดปลอดบุหรี่
ได้พบปะพูดคุยกับเจ้าอาวาสและพระแกนนำหลายต่อหลายท่าน
ล้วนแต่มีแง่มุมน่าสนใจ และน่าติดตามในรายละเอียด

สิ่งหนึ่งที่ประทับใจ ทั้งที่อาจจะสวนทางกับเป้าหมายโครงการฯ
คือการที่พระคุณเจ้าท่านหนึ่งนั่งสูบบุหรี่ในที่ซึ่งจัดให้สูบได้

แม้ยังเลิกสูบไม่ได้ อย่างน้อยท่านก็ปฏิบัติตามกติกา…

นี่เป็นประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งของโครงการฯ
คือการจัดพื้นที่ “ให้สูบ” และ “ไม่ให้สูบ”

……………

ภาพโดย : ObaB